สถานตากอากาศบางปู สถานตากอากาศบางปู
สถานตากอากาศบางปู สถานตากอากาศบางปู
สถานตากอากาศบางปู สถานตากอากาศบางปู
สถานตากอากาศบางปู สถานตากอากาศบางปู
สถานตากอากาศบางปู สถานตากอากาศบางปู

สถานตากอากาศบางปู

จำนวนผู้เข้าชม 5778 ครั้ง

๑. สถานตากอากาศบางปู 

พ.ศ. ๒๔๘๐ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เดินทางไปราชการที่จังหวัดชลบุรี ขณะผ่านมาถึงบริเวณนี้ได้เห็นว่าพื้นที่นี้นี้มีลมพัดเย็นสบายดีไม่ห่างจากพระนครนักเหมาะที่จะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ จึงให้จัดซื้อที่ดินบริเวณนี้แล้วก่อสร้างสถานตากอากาศบางปูขึ้น สร้างเสร็จใน พ.ศ. ๒๔๘๒ เพื่อเป็นที่พักผ่อนตากอากาศของบุคคลทั่วไป

พ.ศ. ๒๔๘๔ ต้องปิดกิจการลงชั่วคราว เนื่องจากกองทัพญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกที่บางปูพร้อมๆ กับจังหวัดริมทะเลในอ่าวไทย ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และโกดาบารู ข้าราชการและประชาชนชาวสมุทรปราการ ต่างคุมเชิงต่อต้านทหารญี่ปุ่นอย่างเต็มความสามารถโดยที่ยังมิได้ปะทะกันก่อนที่รัฐบาลจะยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านประเทศไทยเข้าสู่ประเทศพม่าได้ เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าประชาชนทุกหมู่เหล่ามีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน กล้าหาญ พร้อมที่จะปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติสืบไป

เมื่อสงครามยุติลง ญี่ปุ่นถอนตัวออกไปจากบูรพา จนเมื่อพ.ศ. ๒๔๙๐ เหตุการณ์สงบลงจึงได้เปิดดำเนินการใหม่อีกครั้ง ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๔๙๑ กรมพลาธิการทหารบกได้รับมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบแทนและได้เปิดบริการขายอาหารและเครื่องดื่มที่บริเวณปลายสะพานสุขตาและจัดตั้งสถานพักฟื้นสำหรับทหารที่บาดเจ็บ แต่เนื่องจากสถานการณ์ภายในบ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป การสู้รบตามแนวชายแดนลดน้อยลง ทำให้สถานพักฟื้นไม่มีทหารที่บาดเจ็บจากการสู้รบมาฟื้นฟูสภาพจิตใจและร่างกาย กองทัพบกจึงได้มีคำสั่งยุบสถานพักฟื้นคงเหลือไว้เพียงสถานพักผ่อน

เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งที่สุดคลาสิคตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หากถามคุณพ่อ คุณแม่ หรือคุณตา คุณยาย เชื่อว่าท่านจะต้องรู้จัก “บางปู” เป็นอย่างดี เพราะเมื่อก่อนบางปูเคยเป็นสถานที่จัดงานแสดงดนตรีและเป็นฟลอร์ลีลาศของหนุ่มสาวเท้าไฟที่อยู่ไม่ไกลจากพระนครไม่แน่ว่าคุณตาคุณยายของใครหลายๆ คนอาจเคยควงแขนกันมาเต้นลีลาศหรือพบรักกันที่บางปูก็เป็นได้ แม้เวลาจะผ่านมาถึง ๗๒ ปีแล้ว ฟลอร์ลีลาศที่บางปูยังคงมีเสียงดนตรีบรรเลงอยู่ จนรู้สึกว่าการลีลาศกลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของบางปูไปแล้ว

ปัจจุบัน สถานตากอากาศบางปู เปิดให้บริการหลากหลายกิจกรรมให้แก่ผู้สนใจ ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านพักตากอากาศ ร้านค้า ร้านอาหาร การให้อาหารนกนางนวล (สัญลักษณ์สำคัญของบางปู) ตลอดจนศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก(บางปู)ฯ เพื่อให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่พักผ่อนที่มีคุณค่าทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม สอดคล้องตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งของสถานตากอากาศบางปู คือ การเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรระบบนิเวศป่าชายเลน และเปลี่ยนอิริยาบถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งสร้างความปลาบปลื้มให้แก่พสกนิกรชาวสมุทรปราการเป็นอย่างยิ่ง

๒. อนุสรณ์สถาน

ณ สะพานสุขตาแห่งนี้เมื่อเช้าตรู่วันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ กองทหารพระมหาจักรพรรดิญี่ปุ่นกำลังประมาณ ๑ กองพัน ได้ยกพลขึ้นบกพร้อมกับที่ได้ยกพลขึ้นบกที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร นครศรีธรรมราช สงขลาปัตตานี และกำลังทางบกเข้าทางอรัญประเทศ กำลังฝ่ายไทยประกอบด้วยตำรวจภูธร ๑ หมวดยุวชนทหารและประชาชนจากจังหวัดสมุทรปราการ ได้ผนึกกำลังการเข้าสกัดกั้น โดยยึดที่มั่น ณ พื้นที่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจุดนี้ประมาณ ๒ กิโลเมตร ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ปะทะกันก็ได้มีข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลญี่ปุ่นให้กองทัพพระมหาจักรพรรดิญี่ปุ่นเดินทางผ่านประเทศไทยไปได้

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ประชาชนทุกหมู่เหล่าในจังหวัดสมุทรปราการ มีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความกล้าหาญ พร้อมที่จะเสียสละแม้เลือดเนื้อ ชีวิต เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ ให้เป็นตัวอย่างแก่ประชาชนชาวไทยทั้งหลายสืบไป

๓. บ้านพักตากอากาศ สถานตากอากาศบางปู

สถานตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ เปิดให้บริการอาคารที่พักสำหรับข้าราชการทุกสังกัดตลอดจนประชาชนผู้สนใจพักผ่อนเปลี่ยนอิริยาบถในราคามิตรภาพ ทั้งประเภทห้องแอร์ ห้องพัดลม หลากหลายขนาดรองรับและสามารถรองรับที่พักสำหรับการจัดกิจกรรมประเภทค่ายเยาวชนได้อีกด้วย อาทิ อาคารที่พักปรับอากาศ ห้อง ๒, ๖, ๙ เตียง ราคาทั่วไปเริ่มต้นที่ ๑,๓๐๐-๔,๙๐๐ บาท บังกะโลแอร์ (ขนาด ๘ คน) หลังละ ๒,๖๐๐ บาท บังกะโลแอร์ (ขนาด ๒ คน) เริ่มต้นที่ ๑,๑๐๐-๒,๔๐๐ บาท บังกะโลพัดลม (๒ คน) ราคา ๕๐๐ บาท ค่ายเยาวชน หลังละ ๓๐ คน (มีสองหลัง) ห้องน้ำแยกนอกอาคาร คืนละ ๒,๐๐๐ บาทต่อหลังเป็นต้น ผู้สนใจสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ที่ ๐๒-๓๒๓-๙๕๓๐, ๐๒-๓๒๓-๒๔๒๒

๔. สะพานสุขตา-ศาลาสุขใจ

สะพานสุขตา-ศาลาสุขใจ ก่อสร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๘๒ โดยมีลักษณะเด่นเป็นสะพานไม้ความยาว ๔๐๐ เมตร ยื่นไปในทะเลอ่าวไทยตอนบน ซึ่งทุกๆ ฤดูหนาวต่อเนื่องจนถึงกลางปีถัดไป (ตุลาคม-พฤษภาคม) ณ สะพานแห่งนี้ จะได้มีโอกาสต้อนรับบรรดาฝูงนกนางนวลอพยพที่ย้ายถิ่นพำนักชั่วคราวมาจากแดนกลางของทวีปเอเชีย อาทิ จีน มองโกเลีย ทิเบต คาซัคสถาน ทาจิกิสถาน เป็นต้น โดยเฉพาะนกนางนวลธรรมดา (Brown-headed Gull) ที่ว่ากันว่าเป็นชนิดพันธุ์นกที่อพยพมาที่แห่งนี้มากที่สุดในโลกแล้ว และในปีพ.ศ. ๒๕๓๖ ร้านอาหารที่ปลายสะพานสุขตาปิดให้บริการ เนื่องจากความทรุดโทรมของฐานรากอาคารชำรุดมากไม่ปลอดภัยกับผู้มาใช้บริการ โดยในปีพ.ศ. ๒๕๔๒-๔๓ ได้มีการบูรณะซ่อมแซมสะพานและร้านอาหารปลายสะพานสุขตาได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อย พร้อมเปิดให้บริการ แก่ข้าราชการ ลูกจ้างสังกัดกองทัพบกตลอดจนประชาชนทั่วไป ซึ่งในเดือนสิงหาคมพ.ศ.๒๕๔๓ เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "ศาลาสุขใจ" โดยเปลี่ยนจากสะพานไม้เป็นสะพานปูน ความยาว ๔๕๐ เมตร เพื่อความมั่นคงแข็งแรง เปิดโอกาสให้ต้อนรับบรรดานกท่องเที่ยวจากทุกสารทิศได้มากยิ่งขึ้น

ขณะที่ปลายสะพานมีร้านค้าศาลาสุขใจ เป็นร้านค้าสวัสดิการของกรมพลาธิการทหารบก เปิดให้บริการอาหารหลากหลายประเภทแก่ผู้สนในรับประทานอาหารเหนือทะเลอ่าวไทยตอนบน ทั้งประเภทอาหารตามสั่ง อาหารบุฟเฟ่ต์ อาหารชุด ในราคามิตรภาพ พร้อมชมบรรดานกนางนวลอพยพที่บินโฉบมายังร้านค้าสม่ำเสมอ โดยร้านค้าศาลาสุขใจแห่งนี้ สามารถรองรับการจัดกิจกรรมเชิงประชุมสัมมนาจัดเลี้ยงตั้งแต่ ๑๐-๕๐๐ คน โดยค่าบำรุงสถานที่สำหรับการจัดกิจกรรมจะขึ้นอยู่กับประเภทของห้องและระยะเวลาที่ใช้ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกในห้องประชุมต่างๆ ผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่ ๐๒-๓๒๓-๙๙๑๑

๕. ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา มหาราชินี

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา มหาราชินี เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกรมพลาธิการทหารบก (กองทัพบก) WWF ประเทศไทย และมูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ประเทศไทย) หรือ FEED ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๔๗ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณดำเนินงานจาก บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เพื่อเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระชนมมายุครบ ๗๒ พรรษา ด้วยการพัฒนาสถานตากอากาศบางปูให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติกองทัพบก ฟื้นฟูทรัพยากรป่าชายเลนและความหลากหลายทางชีวภาพ และเพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรรมชาติศึกษา เนื่องจากบางปูเป็นพื้นที่ธรรมชาติแม้ว่าจะมีขนาดไม่มาก (๖๓๙ ไร่) แต่มีความหลากหลายทางชีวภาพค่อนข้างสูง ด้วยความหลากหลายของระบบนิเวศทั้งป่าชายเลน บ่อน้ำกร่อย หาดโคลน จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เราพบพันธุ์ไม้ชายเลนร่วม ๓๖ ชนิด รวมถึงนกชนิดต่างๆ ได้ราวๆ ๒๔๐ ชนิด และกลุ่มสัตว์หน้าดินอีกกว่า ๗๐ ชนิด ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู)ฯ จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ใกล้กรุงที่มีความน่าสนใจในด้านการศึกษาถึงคุณค่าและความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตต่างๆในระบบนิเวศ โดยผ่านการจัดการเรียนรู้จากวิทยากรมืออาชีพของศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู)ฯ ด้วยกระบวนการทางสิ่งแวดล้อมศึกษาอย่างเป็นระบบและมีความสุข

ทั้งนี้ เหตุการณ์สำคัญของศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู)ฯ คือการเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกิจกรรมและพระดำเนินเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนภายในพื้นที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู)ฯ ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ และ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ในช่วงระหว่างปีพ.ศ. ๒๕๕๑-๒๕๕๖

๖. ห้องนิทรรศการศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก(บางปู)ฯ

พื้นที่ชุ่มน้ำบางปู ประกอบด้วย ๔ องค์ประกอบสำคัญ เกื้อหนุนกันและกัน ก่อให้เกิดความสมบูรณ์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ตั้งแต่การเกิดขึ้นของพื้นที่บางปู (ภูเขาถึงทะเล) อิทธิพลของสายน้ำจากภาคเหนือชักนำตะกอนดินจากแหล่งภูเขาลงสู่ลำน้ำสายใหญ่และสายน้ำหลักแห่งภาคกลางของประเทศไทย (แม่น้ำเจ้าพระยา) ไหลเอื่อยลงที่ราบลุ่มภาคกลางตะกอนดินที่สะสมลงสู่พื้นที่หาดโคลน โดยพื้นที่หาดเลนชั้นในจะเป็นพื้นที่ที่มีองค์ประกอบทางภายภาพที่ดีสำหรับการเจริญเติบโตของชนิดพันธุ์ไม้ชายเลนที่มีเมล็ดเป็นตัวกระจายพันธุ์ ก่อให้เกิดเป็นป่าชายเลนแนวปราการด่านแรกของการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ขณะที่พื้นที่หาดเลนส่วนใหญ่ จะเป็นระบบนิเวศหาดโคลน เชื่อมต่อกันรวม ๗ จังหวัดของอ่าวไทยตอนบนไล่ตั้งแต่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และ เพชรบุรี ที่มี “ดินเลน” เป็นองค์ประกอบสำคัญ เป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ให้แก่สิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ทั้งกลุ่มสัตว์หน้าดินและบรรดานกชายเลนอพยพที่บินมาจากแดนไกลมาอาศัยหากินบนพื้นที่แผ่นดินที่อบอุ่นกว่าแต่เปี่ยมไปด้วยแหล่งอาหารที่อุดสมบูรณ์

๗. ห้องเรียนธรรมชาติที่บางปู

ในความร่วมมืออันดียิ่งจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต ๑ และ เขต ๒ ตลอดจนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต ๖ (สมุทรปราการ-ฉะเชิงเทรา) ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณดำเนินการจาก บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เพื่อพัฒนาห้องเรียนธรรมชาติบางปูให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติวิทยาของสถานศึกษา ผ่านการจัดกระบวนการการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา เชื่อมโยงเนื้อหาการเรียนรู้กับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ ของกระทรวงศึกษาธิการตามระดับช่วงชั้น

ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู)ฯ แห่งนี้ มีหลักสูตรธรรมชาติศึกษาที่บางปู รองรับกับกลุ่มเป้าหมายทุกระดับ ตั้งแต่ ระดับชั้นอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา กลุ่มบุคคลทั่วไป และกลุ่มองค์กร เพื่อทำกิจกรรม CSR โดยแต่ละหลักสูตรสามารถจัดกิจกรรมได้ตั้งแต่ ๓ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมง และรูปแบบค่ายเยาวชน ตามแต่วัตถุประสงค์ของแต่ละหน่วยงานที่มารับบริการห้องเรียนธรรมชาติ เปิดให้บริการครั้งละ ไม่เกิน ๕๐-๑๐๐ คน จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๕๘) มีหน่วยงาน โรงเรียน และกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เข้ามารับบริการหลักสูตร “ธรรมชาติศึกษาที่บางปู” ไปแล้ว กว่า ๓๕๐ หน่วยงาน หรือประมาณ ๗๐,๐๐๐ คน

๘. บ้านแห่งนกน้ำ

พื้นที่โล่งที่อยู่ตรงหน้าท่าน เป็นพื้นที่บ่อน้ำกร่อย ในอดีตเคยเป็นนากุ้งร้าง ที่ปัจจุบันเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับนกน้ำทั้งประจำถิ่นและอพยพ โดยเฉพาะกลุ่มนกชายเลนที่จะเข้ามาอาศัยหากิน ณ บริเวณนี้ เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายน - เดือนเมษายน ในช่วงเวลาที่น้ำทะเลขึ้นสูง เราสามารถพบนกได้มากกว่า ๕๐ ชนิด จากพื้นที่บ่อน้ำกร่อยแห่งนี้ ซึ่งส่วนใหญ่คือ นกอพยพ อาทิ นกหัวโตหลังจุดสีทอง นกหัวโตทรายเล็ก นกหัวโตทรายใหญ่ นกทะเลขาแดง นกทะเลขาเขียว นกชายเลนบึง นกเด้าดิน นกอีก๋อยเล็ก นกกระเต็นหัวดำ นกกระสานวล รวมถึงนกกาบบัว โดยเฉพาะนกปากแอ่นหางดำ ที่มีประชากรเป็นจำนวนมากราว ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ ตัวในแต่ละปี

ขณะที่นกน้ำประจำถิ่นที่พบบ่อย อาทิ นกยางโทนใหญ่ นกยางเปีย นกตีนเทียน นกกาน้ำเล็ก นกกินเปี้ยว โดยในบางช่วงเวลาเรายังสามารถพบนกนางนวลธรรมดา นกสัญลักษณ์สำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำบางปู บินเข้ามาหลบพักผ่อน บริเวณบ่อน้ำกร่อยแห่งนี้ หลายร้อยหลายพันตัว เพื่อรอเวลาออกไปต้อนรับนักท่องเที่ยว ณ สะพานสุขตา โดยเฉพาะช่วงบ่ายถึงเย็นของแต่ละวัน พื้นที่บ่อน้ำกร่อยตรงหน้าท่าน จึงมีความสำคัญและเป็นแหล่งพักพิงสำคัญของนกน้ำและนกอพยพนานาชนิด ที่เราต้องอนุรักษ์ไว้ให้ได้อย่างยั่งยืนตลอดไป

๙. Ramsar - Flyway Site

พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (RAMSAR Site) เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้รับการยอมรับว่ามีความสำคัญระดับนานาชาติ โดยใช้เกณฑ์ทั้งหมด ๙ เกณฑ์ในการคัดเลือก โดย ๒ ใน ๙ เกณฑ์นั้นใช้เกณฑ์ประชากรนกน้ำในการตัดสิน โดยสถานตากอากาศบางปูพบว่ามีความเป็นไปได้ในการถูกขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ เนื่องด้วยมีจำนวนประชากรนกนางนวลธรรมดาที่เกิน ๑% จากจำนวนประชากรโลกทั้งหมด และนอกจากนี้สถานตากอากาศบางปูยังสามารถที่จะได้รับการยอมรับเป็นพื้นที่เครือข่ายอนุรักษ์นกอพยพเส้นทางบินเอเชียตะวันออก-ออสเตรเลีย (Flyway Site) เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งหากินอันสำคัญที่อยู่ในเส้นทางการบินของนกอพยพ ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงถือว่าพื้นที่ของสถานตากอากาศบางปูเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญยิ่งด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านการอนุรักษ์นกอพยพ

๑๐. นกนางนวลธรรมดาและนกนางนวลชนิดอื่นๆ

สถานตากอากาศบางปู เป็นอีกพื้นที่หนึ่งสำคัญของประเทศไทยในการเป็นแหล่งพักอาศัยของนกน้ำหลากหลายชนิด โดยเฉพาะนกนางนวลธรรมดาที่มารวมกันบริเวณนี้มากที่สุดในโลกในช่วงฤดูหนาว โดยมีการแพร่กระจายอยู่บริเวณเอเชียกลางจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีแหล่งผสมพันธุ์ทำรังวางไข่อยู่ในเอเชียกลาง มีประชากรทั่วโลกประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ - ๓๐๐,๐๐๐ ตัว เมื่อเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของฤดูอพยพ (ย่างเข้าปลายเดือนกันยายนถึงต้นตุลาคม) นกนางนวลธรรมดาจะเริ่มอพยพบินมาที่บางปูเป็นจำนวนมากราว ๕,๐๐๐ - ๗,๐๐๐ ตัวในแต่ละปี โดยมักรวมตัวกันอยู่เพื่อหาอาหารริมทะเลบริเวณสะพานสุขตา นอกจากนี้ยังพบนกนางนวลชนิดอื่นๆ เช่น นกนางนวลขอบปีกขาว ซึ่งมีความคล้ายกับนกนางนวลธรรมดามาก แต่มีขนาดเล็กกว่า สังเกตง่ายๆ ขณะบินจะมีขอบปีกสีขาว หรือนกนางนวลหลังดำพันธุ์รัสเซียที่มีขนาดใหญ่กว่านกนางนวลธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมักหากินรวมกับฝูงนกนางนวลธรรมดาเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังพบนกนางนวลหายากอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นนกนางนวลปากเรียว นกนางนวลปากเหลือง นกนางนวลหางดำ ซึ่งเป็นนกที่หายากอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ซึ่งเราสามารถพบได้ที่สถานตากอากาศบางปูแห่งนี้

๑๑. นกปากแอ่นหางดำและนกชายเลนอื่นๆ

สถานตากอากาศบางปู เป็นสถานที่ธรรมชาติแห่งหนึ่งที่สามารถพบชนิดพันธุ์นก โดยเฉพาะกลุ่มนกอพยพได้ไม่น้อยกว่า ๑๖๐ ชนิด ซึ่งชนิดพันธุ์และประชากรส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนกน้ำ นกชายเลน โดยเฉพาะชนิดพันธุ์นกปากแอ่นหางดำ (Black-tailed Godwit) เป็นนกอพยพที่ถือว่าด้านจำนวนประชากรเป็นพระรองจากนกนางนวลธรรมดา โดยมีจำนวนประมาณ ๓,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ ตัวในแต่ละปี นกชนิดนี้มีลักษณะเด่นตรงที่ปากเรียวแหลมและแอ่นขึ้นเพียงเล็กน้อย ขนสีน้ำตาลแกมเทา หางขาวปลายดำ และนกชายเลนชนิดอื่นๆ ที่สามารถพบได้ในสถานตากอากาศบางปู ไม่ว่าจะเป็น นกหัวโตหลังจุดสีทอง นกขนาดเล็กที่มีสีสันสะดุดตา นกทะเลขาเขียว นกทะเลขาแดง นกชายเลนบึง นกชายเลนปากโค้ง อีก๋อยใหญ่เป็นต้น โดยหนึ่งในนั้น หากโชคดีอาจได้พบชนิดพันธุ์นกที่ถูกคุกคามในระดับสากล อาทิ นกซ่อมทะเลอกแดง (Asian Dowitcher) จำนวน ๑ - ๑๐ ตัว ที่ปะปนอยู่กับฝูงนกปากแอ่นหางดำ อีกด้วย ฯลฯ

๑๒. นกขนาดใหญ่

นกน้ำขนาดใหญ่ที่สามารถพบได้ที่บางปูนั้นมีมากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น นกกาบบัว นกอพยพที่เคยหายไปจากบางปูนับสิบปี แต่ปัจจุบันนกชนิดนี้ได้เข้ามาใช้พื้นที่ในการเป็นแหล่งหากินอีกครั้ง โดยฝูงใหญ่สุดที่เคยพบในปีพ.ศ.๒๕๕๘ คือ ๑๕๒ ตัว มีลักษณะเด่นคือปากเหลือง ขนบนลำตัวมีสีขาวสลับดำและมีขนสีชมพูอ่อนคล้ายกลีบดอกบัวหลวง มีแหล่งทำรังวางไข่ทางตอนใต้ของปากีสถาน ตอนใต้ของเนปาล ศรีลังกา บังคลาเทศ หรือแม้กระทั่งนกกระสานวล นกอพยพที่มักจะแวะเข้ามาเยี่ยมเยียนกับเราทุกปี มีลักษณะเด่นคือมีขนเปียสีดำบริเวณท้ายทอย ทำรังวางไข่ในประเทศจีน ตอนเหนือของพม่า เวียดนามตอนใต้ และแถบตะวันตกของมาเลเซีย นกอพยพขนาดใหญ่เหล่านี้ ถือเป็นตัวชี้วัดได้ดี เกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ เพราะนกเหล่านี้ ต้องกินอาหาร (ปลา) จำนวนมาก ที่ใดมีความอุดมสมบูรณ์ที่นั่น อาจพบชนิดพันธุ์นกใหญ่เหล่านี้ ได้มากขึ้นไปด้วย

๑๓. นกกระเต็น และนกประจำถิ่นอื่นๆ

นกกระเต็น ถือเป็นกลุ่มนกที่มีความสามารถในการจับปลาเป็นอย่างยิ่ง ด้วยลักษณะปากที่เปรียบเสมือนเป็นฉมวกอันแข็งแรงในการจับปลาได้อย่างแม่นยำ มักอาศัยเกาะอยู่บริเวณตอไม้แถวแนวทะเล ด้วยสีสันอันสวยงามของนกกลุ่มนี้จึงทำให้เป็นที่สนใจแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก กลุ่มของนกกระเต็นมีหลายชนิด ได้แก่ นกกระเต็นหัวดำ นกกระเต็นน้อยธรรมดา นกกระเต็นอกขาว โดยมี นกกินเปี้ยว ที่มีปีกสีเหลือบฟ้าเขียว สวยงาม ส่งเสียงร้อยแอ๊ดๆ สั้นๆ แต่เสียงแหลม จัดได้ว่า เป็นนกสัญลักษณ์สำคัญของป่าชายเลนชนิดหนึ่ง

นกประจำถิ่น หมายถึง นกที่หากินทำรังวางไข่อยู่ที่สถานตากอากาศบางปูตลอดทั้งปี มักจะพบเห็นกันอยู่เป็นประจำโดยพื้นที่แห่งนี้ สามารถพบนกประจำถิ่นได้ไม่น้อยกว่า ๗๐-๘๐ ชนิด ไม่ว่าจะเป็น นกกาน้ำเล็ก นกที่มีขนสีดำและดำน้ำได้อย่างคล่องแคล่วเพื่อจับปลา กลุ่มนกยาง (เรียกที่ถูกต้องให้เรียกว่า นกยาง เพราะเปรียบขนสีขาวเหมือนกับน้ำยางพารา) ได้แก่ นกยางเปีย นกที่มักจะมีเปียโผล่ออกมาในช่วงฤดูผสมพันธุ์ นกยางโทนใหญ่นกประจำถิ่นที่มักหากินตัวเดียว นอกจากนี้ยังมีนกตีนเทียน นกที่มีขาสีแดงยาวเหมือนเทียนของจีน ซึ่งจัดได้ว่าเป็นนกรปภ.ของป่าชายเลนบางปู ด้วยพฤติกรรมที่ชอบส่งเสียงร้องเมื่อรู้ว่าพื้นที่อยู่อาศัยถูกบุกรุก เป็นต้น

๑๔. โกงกางใบเล็ก /โกงกางใบใหญ่

โกงกางใบเล็กชื่อวิทยาศาสตร์: Rhizophoraapiculata BI.วงศ์: RHIZOPHORACEAE ชื่ออื่น: โกงกาง (ระนอง): พังกาใบเล็ก (พังงา): พังกาทราย (กระบี่)

โกงกางใบเล็ก มักขึ้นได้ดีในบริเวณที่เป็นดินเลนอ่อน ไม่ลึกมากนัก มีน้ำทะเลท่วมถึงสมํ่าเสมอ โดยเฉพาะพื้นที่ติดทะเล ปากแม่น้ำ ลำคลองเป็นไม้ไม่ผลัดใบขนาดกลาง-ใหญ่ สูง ๒๐-๓๐ เมตร เปลือกสีเทาดำ ผิวเปลือกเรียบ แตกเป็นร่องเล็กตามยาวของลำต้น เด่นชัดกว่าร่องตามขวาง เมื่อทุบเปลือกทิ้งไวัสักครู่จะพบว่าด้านในของเปลือกเป็นสีแสดอมแดง เรือนยอดแคบรูปปิระมิด รอบๆ บริเวณโคนต้นมีรากค้ำจุน ทำหน้าที่พยุงลำต้น และมักมีรากอากาศ ชึ่งเกิดจากกิ่งตอนบนเป็นจำนวนมาก

ใบ เป็นใบเดียว เรียงตรงข้ามสลับทิศทางกัน แผ่นใบรูปรี หรือรูปขอบขนานแกมรี ขนาดใบ ๔-๘x๗-๑๘ เซนติเมตร ฐานใบสอบเข้าหากันคล้ายรูปลิ่ม ปลายใบแหลมมีติ่งแหลมอ่อน เส้นกลางใบด้านท้องใบสีแดงเรื่อๆ ก้านใบอ่อนสีแดง ยาว ๑.๕-๓.๕ เซนติเมตร หูใบที่ปลายยอดสีชมพูกึ่งแดง ยาว ๔-๘ เซนติเมตร ใบเกลี้ยง ท้องใบสีเขียวอมดำ มีจุดสีดำเล็กๆ กระจายอยู่เต็มท้องใบ

ดอก ช่อดอกเกิดที่ง่ามใบ ช่อหนึ่งๆ มี ๒ ดอก ก้านช่อดอกใหญ่ ยาว ๐.๖-๒ เซนติเมตร ไม่มีก้านดอกย่อย กลีบเลี้ยงรูปใข่ สีเขียวอมเหลือง ๔ กลีบ เว้าเข้าด้านในปลายแหลม ขนาด ๐.๖-๐.๘x๐.๘-๑.๕ เซนติเมตร กลีบ ดอก ๔ กลีบ ร่วงง่าย รูปใบหอกสีขาว ขนาด ๐.๑-๐.๒x๐.๗-๑.๒ เซนติเมตร ออกดอกในราวเดือนกันยายน-มกราคม

ผล รูปผลแพร์กลับ ผิวหยาบ ยาว ๒-๓ เซนติเมตร สีน้ำตาลเข้ม จะงอกตั้งแต่ผลยังติดอยู่บนต้น ลำต้นใต้ใบเลี้ยงชึ่งมักเรียกว่า "ฝัก" มีผิวเรียบ สีเขียว ขนาด ๑-๑.๒x๒๐-๔๐ เซนติเมตร มักโค้งงอทางด้านปลายฝัก โคนฝักทู่ เมื่อฝักแก่ส่วนของใบเลี้ยงที่ยี่นออกมา ยาว ๑-๒ เซนติเมตร ที่อยู่ระหว่างผลและฝัก จะมีสีน้ำตาลแดง และฝักจะหลุดหล่นได้เอง ฝักแก่ในราวเดือนเมษายน-ธันวาคม

โกงกางใบใหญ่ชื่อวิทยาศาสตร์: RhizophoramucronataPoia วงศ์: RHIZOPHORACEAE ชื่ออื่น: กงกอน (ชุมพร); กงกางนอก (เพชรบุร): กงเกง(นครปฐม): พังกาใบใหญ่ (ใต้)

โกงกางใบใหญ่ ขึ้นได้ดีบริเวณที่เป็นดินเลนอ่อนและลึก ริมชายฝั่งทะเล ริมคลอง ที่น้ำทะเลท่วมถึงสม่ำเสมอ และเป็นเวลานานเป็นไม้ไม่ผลัดไบ ที่มีขนาดใหญ่ สูง ๓๐-๔๐ เมตร เปลือกหยาบ สีเทาถึงดำ แดกเป็นร่องทั้งตามยาวและขวาง หรือแตกเป็นร่องตารางสีเหลี่ยม หากทุบเปลือกทิ้งไว้สักครู่ ด้านในของเปลือกจะเป็นสีเหลืองถึงส้ม รอบๆ โคนต้นมีรากค้ำจุนทำหน้าที่พยุงลำต้น บางครั้งพบว่ามีรากอากาศที่งอกจากกิ่งอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก

ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับทิศทางกัน แผ่นใบอวบใหญ่ รูปรีกว้าง หรือรูปรี ขนาด ๕-๑๓x๘-๒๔ เซนติเมตร ปลายใบแหลม มีติ่งแหลม เล็ก และแข็ง ฐานใบสอบเข้าหากันรูปลิ่ม ก้านใบสีเขียว ยาว ๒.๕-๖ เซนติเมตร หูใบที่ปลายยอด สีเขียวอมเหลือง ยาว ๕-๙ เซนติเมตร ใบเกลี้ยง ใบด้านบนสีเขียวอ่อน ท้องใบสีออกเหลือง มีจุดดำเล็กๆ กระจายอยู่เต็มท้องใบ

ดอก ออกเป็นช่อที่ง่ามใบ ก้านช่อดอก ยาว ๓-๗ เซนติเมตร ก้านดอกย่อย ยาว ๐.๔-๑ เซนติเมตร ช่อหนึ่งๆ มี ๒-๑๒ ดอก กลีบเลี้ยงสีเหลืองอ่อน ๔ กลีบ รูปไข่ แต่ละกลีบมีขนาด ๐.๕-๐.๘x๑.๒-๑.๕ เซนติเมตร กลีบดอก ๔ กลีบ ร่วงง่าย สีขาว รูปใบหอก ยาว ๐.๖-๑ เซนติเมตร มีขนปกคลุมตามขอบ ออกดอกเดือนกันยายน-ตุลาคม

ผล รูปไข่ ยาว แคบลงทางส่วนปลาย ผล ขนาด ๒-๓.๕x๓-๘ เซนติเมตร สีน้ำตาล-เขียว ผิวผลหยาบ งอกตั้งแต่ผลยังติดอยู่บนต้น ลำต้นใต้ใบเลี้ยง หรือ "ฝัก" สีเขียว มีตุ่ม ทั่วทั้งฝัก ขนาด ๑.๔-๑.๙ x๓๐-๘๐ เซนติเมตร ฝักตรง โคนแหลม ใบเลื้ยงที่ยื่นออกมา ยาว ๒-๔ เซนติเมตร สีเขียว ฝักแก่เดือนมีนาคม-สิงหาคม

๑๕. แสมทะเล / แสมขาว

แสมทะเลชื่อวิทยาศาสตร์: Avicennia marina (Forsk.) Vierh.วงศ์: AVICENNIACEAE ชี่ออึ่น: ปีปีดำ (ภูเก็ต); แสมขาว, พีพีเล

เป็นไม้เบิกนำที่ขึ้นได้ดีในที่โล่งติดชายฝั่งทะเล หรือพื้นที่ดินเลนงอกใหม่ที่ดินค่อนข้างเป็นทรายเป็นไม้ขนาดเล็ก สูงประมาณ ๕-๘ เมตร มีลักษณะเป็นพุ่ม ส่วนใหญ่มีสองลำต้นหรือมากกว่า ไม่มีพูพอน เรือนยอดโปร่ง มีรากหายใจรูปคล้ายดินสอ ยาว ๑๐-๒๐ เซนติเมตร เหนือผิวดิน เปลือกเรียบเป็นมัน สีขาวอมเทา ห่รือขาวอมชมพู ต้นที่อายุมากเปลือกจะหลุดออก เป็นเกล็ดบางๆ คล้ายแผ่นกระดาษ และผิวของเปลือกใหม่จะมีสีเขียว

ใบ เป็นใบเดียว เรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปรีหรือรูปใบหอกแกมรูปไข่ ขนาด ๑.๕-๔ x๓-๑๒ เซนติเมตร ปลายใบมน ถึงแหลมเล็กน้อย ฐานใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบม้วนเข้าหากันทางด้านท้องใบ มีลักษณะคล้ายหลอดกลม ใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านท้องใบขาวอมเทา หรือขาวมีนวล ก้านใบยาว ๐.๔-๑.๔ เซนติเมตร

ดอก ออกเอนช่อที่ปลายกิ่ง หรือง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง เป็นช่อเชิงลด ก้านช่อดอกยาว ๑-๕ เซนติเมตร แต่ละช่อมี ๘-๑๔ ดอก ช่อดอกย่อยเป็นช่อกระจุก ก้านดอกยาว ๐.๕-๑.๕ เซนติเมตร ดอกย่อยไม่มีก้าน ดอกมีขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลาง ๐.๕ เซนติเมตร กลีบเลื้ยง ๕ กลีบ ติดคงทน กลีบคอก ๔ กลีบ รูปไข่กว้าง ยาว ๐.๓ เซนติเมตร โคนกลีบติดกัน สีส้มอมเหลีองถึงเหลือง เกสรเพศผู้มี ๔ อัน ออกดอกประมาณเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน

ผล รูปไข่กว้าง เบื้ยว ถึงเกือบกลม แบนด้านข้าง ขนาด ๑.๕-๒ x๑.๕-๒.๕ เซนติเมตร เปลือกอ่อนนุ่ม สีเขียวอมเหลือง มีขนนุ่ม ปลายผลไม่มีจะงอย ผลแก่เปลือกจะแตกด้านข้าง ตามยาวผล และม้วนเป็นหลอดกลม แต่ละผลมี 1 เมล็ด

แสมขาวชื่อวิทยาศาสตร์: Avicennia alba Bl. วงศ์: AVICENNIACEAE ชื่ออี่น: พีพีเล (ตรัง); แหม, แหมเล (ใต้)

แสมขาวเป็นไม้เบิกนำที่ขึ้นได้ดีในพื้นที่ดินเลนอ่อนที่ระบายน้ำดี ส่วนมากจะอยู่ในป่าเลนด้านนอกสุด ส่วนที่ดิดกับทะเล เป็นไม้ที่ช่วยให้มีการตกตะกอน ท่าให้เกิดแผ่นดินงอกเป็นไม้ยีนต้นขนาดกลาง-ใหญ่ สูง ๘-๒๐ เมตร ไม่มีพูพอน สำต้นแตกกิ่งระดับตา เรือนยอดค่อนข้างกลม แผ่กว้าง หนาทึบ กิ่งห้อยลง เปลือกเรียบ สีเทา กึ่งดำ มักจะมีสีสนิมเกิดจากพวกเชื้อราติตตามกิ่งและผิวของลำต้น มีรากหายใจรูปคล้ายดินสอยาว ๑๕-๓๐ เซนติเมตร เหนีอผิวดิน หนาแน่นบริเวณโคนต้น

ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามกัน แผ่นใบรูปใบหอกแกมรี หรือรูปใบหอกแกมขอบขนาน ขนาด ๒-๕ x ๕-๑๖ เซนติเมตร ปลายใบ

แหลม ถึงเรียวแหลม ฐานใบแหลม ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านท้องใบมีขน ยาวนุ่ม สีเทาอ่อน หรือสีเทาเงิน ถึงสีออกขาว แผ่นใบเมี่อแห้งจะเป็นสีดำก้านใบยาว ๑-๒ เซนติเมตร

ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง หรือง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง เป็นช่อเชิงลด ยาว ๓-๘ เซนติเมตร มีขนยาวนุ่มสีน้ำตาลเหลืองหม่นปกคลุม ดอกมีขนาดเล็ก ดอกย่อยไม่มีก้านดอก เส้นผ่าศูนย์กลาง ๐.๔-๐.๖ เซนติเมตร กลีบเลื้ยง ๕ กลีบ กลีบดอก ๔ กลีบ ยาว ๐.๒-๐.๓ เซนติเมตร โคนกลีบติดกัน สีเหลืองส้ม เกสรเพศผู้ ๔ อัน ออกดอกระหว่างเดือนมกราคม-เมษายน

คลังภาพ

ภาพ AR

วีดีโอ

บางปู

บางปู

สถานพักฟื้นและพักผ่อนบางปู

สถานพักฟื้นและพักผ่อนบางปู

ป้ายจุดระบุตำแหน่ง (Marker) บางปู

ป้ายจุดระบุตำแหน่ง (Marker) บางปู

วิธีการใช้ Application AR CODE BANG PU

วิธีการใช้ Application AR CODE BANG PU

สถานตากอากาศบางปู

สถานตากอากาศบางปู

สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง

ศาลเจ้าไตเทียนกง

ศาลเจ้าไตเทียนกง

02 323 3123

วัดอโศการาม

วัดอโศการาม

02 389 2299

เมืองโบราณ

เมืองโบราณ

02-323-4094-9

ป้อมพระจุลจอมเกล้า

ป้อมพระจุลจอมเกล้า

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

02 371 3135